2008/May/21

         "ทุกสิ่งมีการเคลื่อนไหว ไม่อยู่กับที่

                       เมื่อมีการเข้ามา ต้องยอมรับเวลาที่เสียมันไป"

 

 

                            บางวรรคท่อนจากบทเพลงที่ผมชอบ แว่วขึ้นมาจากความทรงจำ แผ่วผ่านวนเวียนอยู่ในโสตประสาท หลังจากที่ผมนั่งมองชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งกำลังร้องร่ำคร่ำครวญเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือราคาสูงของเขาที่สูญหายไปบนรถประจำทางคันที่ผมโดยสารอยู่

                            แม้เหตุการณ์ตรงหน้าจะไม่ได้อยู่ใกล้ถึงขนาดเอื้อมมือไปสัมผัสได้ แต่สุ้มเสียงความอาลัยต่อการจากไปของทรัพย์สิน ก็มีพลังมากพอที่จะกระชากความคิดของผมให้ย้อนกลับไปนึกถึงหลายเหตุการณ์ความสูญเสียที่เคยเกิดกับตัวเองบ้าง

                     

                      ของเล่นชิ้นรักที่สาบสูญไปจากการย้ายบ้าน สุนัขตัวโปรดที่สิ้นชีวิตไป ในขณะที่ผมซึ่งยังรักและห่วงใยมันอยู่เต็มหัวใจต้องดำรงชีวิตของตัวเองต่อไป การเสื่อมสลายของเครื่องคอมพิวเตอร์และสรรพข้อมูลที่บรรจุอยู่ข้างใน

          บัตรเอทีเอ็มที่ผมมักจะหลงลืมมันไว้ตามที่ต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งซึ่งถูกคนร้ายงัดรถแล้วฉกไป กล้องถ่ายรูปที่อยู่กับเจ้าของมาเพียง 4 เดือน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากแรงเลินเล่อจนต้องพลัดพรากกันไปตลอดกาล  ผู้หญิงคนแล้วคนเล่าที่ผมเคยหลงและทุ่มเทเวลากับความจริงใจให้มากเท่าที่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งจะปฏิบัติได้

                    ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เป็นปฐมกาลที่ผมเริ่มจะครุ่นคิดว่า ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ หรือกระทั่งบรรดาวัตถุนามธรรมอย่าง ความรัก ความทรงจำ ความห่วงใย ความผูกพันธ์ ความโกรธ ความเกลียดชัง ล้วนแต่ไม่จีรัง มันผ่านมาพบพวกเราแล้วก็ผ่านเลยไป ไม่ต่างอะไรกับรถประจำทาง

                 

           คันไหนที่เรา 'เชื่อว่า' สามารถพาเราไปถึงจุดหมายได้ เราก็จะก้าวขาขึ้นไป หรือเข้าไปสุงสิงข้องเกี่ยว คันไหนไม่ต้องจริต ไม่ตรงกับความคิดความเชื่อ เราก็พร้อมที่จะปล่อยให้มันแล่นเลยผ่านไป

 

             ถึงเวลาที่รถไปส่งยังที่หมาย แทบไม่มีใครหวนไห้คร่ำครวญพาหนะโดยสารเก่าโทรมคันนั้น เราต่างมุ่งเดินต่อไปยังปลายทางที่เหนี่ยวแน่นในสำนึกกันทั้งสิ้น

             

            ผมเชื่อว่ามันไม่ต่างอะไรกับสรรพสิ่งที่แผ่วผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา สุดท้าย...ในวันหนึ่งข้างหน้าก็จะต้องมีปัจจัยอะไรสักประการมาพรากมันไปจากเรา (หรือพรากเราไปจากมัน)

 

                 ของเล่นที่ถูกแรงเจ้าของถองดึงจนทรุดโทรม หรือความละเลยที่จะใส่ใจจนมันอาจหล่นตกไปในซอกตู้ ใต้เตียง สุนัขที่เสียชีวิตจากโรคร้ายหรือสังขารที่เข้ามาพรากตามกฎธรรมชาติ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผุพังจากภายใน เพราะเชื้อไซเบอร์รุมทำร้าย หรือหากไม่เป็นเช่นนั้น สักวันเจ้าคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น ก็จะต้องได้รับการตราหน้าจากสังคมว่า 'ตกรุ่น' ด้วยผลพวงคำบัญญัติของยุคสมัยที่แล่นเร็วรี่  

 

                บัตรเอทีเอ็มที่ได้รับอิทธิพลความน้อยสติของเจ้าของ มันจึงจากผมไปก่อนความเสื่อมสิ้นของวัสดุที่ใช้ประดิษฐ์จะมาเยือน ในทำนองเดียวกันกับกระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ และกล้องถ่ายรูปเครื่องนั้น ส่วนในกรณีการลาจากกับผู้หญิงสักคน ผมเชื่อว่ามันมีปัจจัยยิยย่อยยั้วเยี้ยะ ตั้งแต่เรื่องผลประโยชน์ที่เสื่อมสิ้น สันดานเบื้องลึกที่ถูกเผยออกมา และอื่นๆ อีกร้อยสิบเหตุผล

          หรือต่อให้เคมีในร่างกายของทั้งคู่ต้องตรงกันจริง คบหารักกันได้หลายสิบปี  สุดท้าย 'ความตาย' หนึ่งในบัญญัติของกฏธรรมชาติ ก็จะต้องมาพรากเขาและเธอคนนั้นไปจากคุณอยู่ดี

 

           ผมเชื่อว่ามันไม่ต่างอะไรกับการขึ้นลงรถประจำทาง สุดท้าย ในวันหนึ่งข้างหน้า ก็จะต้องมีวินาทีที่เราก้าวเท้าพ้นไปจากขอบประตู

            

              ต่างกันเพียงอย่างเดียว  คนส่วนใหญ่มักไม่เคยคิดว่า สรรพสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราเหล่านั้น คือรถประจำทางคันโทรม ที่เป็นเพียงพาหนะพา 'เรา' ไปส่งยัง 'จุดหมาย' เท่านั้น

 

             "ขึ้นสู่ขอบน้ำ จะเจอความงามที่รอให้เริ่มใหม่

                         ยังมีเรื่องราวดีดี รอให้เธอ ได้เจออีกมากมาย

                              มีใครที่รักเธอ อยู่ตรงนี้

                ขึ้นสู่ขอบน้ำ  แค่ลองพยายามดูสักที

                         เผชิญความจริง  ว่าทุกสิ่ง มีการเคลื่อนไหว ไม่อยู่กับที่

                              เมื่อมีการเข้ามา ต้องยอมรับ  เวลาที่เสียมันไป

 

                แค่กฏธรรมดา ที่รอเวลาให้เธอเข้าใจ"

 

..................................................................................................

 

ชื่อเพลง : กฏธรรมดา

เนื้อร้อง : อานนท์ นนทรีย์

ทำนอง : อานนท์ นนทรีย์

ศิลปิน : ionion

อัลบั้ม : ด้านที่ ๙

 

edit @ 7 Aug 2008 14:24:50 by เวสารัช

2008/Apr/10

       "ไอ้เหี้ยเอ้ย มึงเกิดมาทำไมวะ ร้อนจะตายห่าอยู่แล้ว" อารักษ์สบถอย่างหัวเสีย หลังจากที่เขาเดินกึ่งวิ่งฝ่าแสงยามเที่ยงเข้ามาหลบอยู่ในพื้นที่พ้นแดดของศาลาพักผู้โดยสารหน้าป้ายรถประจำทางใกล้บ้าน แม้จะยืนนิ่งอยู่ในเงาใต้แผ่นกระเบื้อง แต่เปลวรังสีที่แผดลงมาจากดวงอาทิตย์ก็สร้างไอร้อนๆ ผายแผ่มากระทบผิวเนื้อของเขาจนรู้สึกแสบซ่าน   

              "แค่เพียงเงาสะท้อน ก็ทำให้ตอนนั้นตาจะเริ่มบอด

                        เพราะฉันยังมองได้ แค่เพียงเงาสะท้อน ไม่เคยได้มองตรงๆ ยังงงอยู่...

 

           วินาทีในความร้อนกินเวลายาวนานกว่าโมงยามในอุณหภูมิปกติหลายเท่าตัว อารักษ์ชะเง้อหน้าแลข้ามเพลิงแดดไปยังปลายถนน สุดสายตาของเด็กหนุ่มวัย 20  ไม่พบเลขรถประจำทางที่ต้องการโดยสารปรากฏอยู่   ความหงุดหงิดเดือดดาลเพิ่มพูนขึ้นในใจของเขา จนเจียนจะระเบิดอารมณ์ออกมาทางปากอยู่รอมร่อ 

          ฝุ่นสีหม่นถูกตีให้คลุ้งกระจายผสมมากับเขม่าจากท่อไอเสีย ยามที่รถประจำทางแต่ละคันเคลื่อนผ่านไป อารักษ์ฉวยผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วประกบมันลงไปที่จมูกและปาก  หากไม่ติดว่าจะต้องนำนาฬิกาข้อมือเรือนโปรดไปซ่อม ณ ร้านประจำที่อยู่ห่างออกไป เขาก็คงไม่แหกขี้ตาลุกขึ้นมาจากเตียงนิทรา เพื่อเผชิญกับแดดร้อนร้ายที่ส่งตรงมาจากดวงอาทิตย์เช่นนี้อย่างแน่นอน  

              "ทุกครั้งเวลาที่เจอเธอ ดั่งแสงที่แรงเหมือนฟ้าผ่า...

             ในความรู้สึกของอารักษ์ แสงจันทร์คือสหาย เวลากลางคืนเป็นช่วงชีวิตที่อารักษ์จะกางปีกออกร่อนบิน  แสงจากโคมและหลอดที่สังเคราะห์โดยฝีมือมนุษย์ ส่องประกายเรื่อเรืองนวลงามละมุนตากว่าแสงของดาวเคราะห์สีส้มดวงโต ที่แผดผลาญจังหวะชีวิตของเขาให้มอดไหม้ตอนกลางวัน สีอำพันในแก้วสุราที่เขายกกระดกกับเพื่อนพ้อง งามตามากค่าเสียยิ่งกว่าสีเหลืองโรยของพระอาทิตย์ที่ใกล้จะตกดิน

 

           อารักษ์จัดกลุ่มให้ดวงตะวันเป็นปรปักษ์ ที่เขาไม่มีวันจะสมาคมด้วย หากขลุกกายอยู่แต่ในบ้าน เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นในยามบ่ายเช่นทุกวันก็อาจจะไม่มีเรื่องให้ขุ่นใจสักเท่าไร ความที่เขาก็หมกอยู่แต่ในบ้านชนิดเห็นแต่เดือน ไม่เห็นตะวันอยู่เป็นปกติวิสัย แต่ยามที่ต้องออกมาปะหน้ากันแบบไม่มีทางหลีกเลี่ยงเช่นนี้ ความรู้สึกเป็นศัตรูก็พรูพรั่งออกมาจากจิตเบื้องลึกของเขาทันที

            "ผ่านมาให้รู้ว่า เมื่อเธอจากฉัน...

       รถประจำทางจอดเทียบบาทวิถีย่านหัวลำโพง อารักษ์ก้าวลงมาอย่างรวดเร็ว เขาเบ้หน้าเมื่อแสงแดดส่องกระแทกมาถูกร่าง เขารีบเร่งรุดเคลื่อนไปข้างหน้าทันที จุดหมายคือร้านซ่อมนาฬิกาที่อยู่ห่างออกไปอีก 600 เมตรนั่น  

        ขณะกำลังสืบฝีเท้าไปข้างหน้า อารักษ์เดินผ่านเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังทรุดก้นอยู่บนพื้นยกระดับ ด้วยความเร่ง เขาจึงไม่เหลียวหรือกระทั่งเหลือบเห็นว่า ท่ามกลางแสงร้อนร้าย ใบหน้าของเด็กชายวัย 8 ปีกลับเปี่ยมปรีดาพูนล้นจนกลั้นเก็บเอาไว้ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นริมฝีปาก ดวงตา ใบหู จมูก เนินแก้ม หรืออวัยวะส่วนอื่นๆ ของเขา ต่างก็เปล่งปลื้มร่วมยิ้มไปกับเจ้าของร่างกายด้วย  

 

       เที่ยงเศษ หน้าสถานีรถไฟหัวลำโพง คนหนุ่มอายุ 20 ที่มีสีหน้าบูดเบ้ แบกอารมณ์ขุ่นมัว เดินผ่านหน้าเด็กผู้ชายวัย 8 ขวบที่นั่งยิ้มแย้มอย่างเบิกบาน ใต้แสงจ้าแรงที่ทอลงมาจากดาวดวงเดียวกัน

              "ดาวกระจ่างตา ขอบฟ้าสว่างสดใส

                          ไม่คิดว่ามีบางสิ่งที่หาย  แต่ยังหวั่นไหวถ้าได้เจอ...

           ในความรู้สึกของคนที่เพิ่งรู้จักโลกมาเพียง 8 ปีอย่างธีรวัต ดวงอาทิตย์คือเพื่อนเพียงหนึ่งเดียว โลกแคบๆ ที่หัวลำโพงไม่มีสักชีวิตที่เขาจะวางใจให้เป็นมิตร ก่อนหน้านี้เพียงไม่นาน มนุษย์ที่คล้ายจะเป็นสหายคนเดียวของเขา กลับมอบความมาดร้ายแทรกมาในความวางใจที่ธีรวัตยื่นให้ จนเขาไม่อาจจะเชื่อใจใครได้อีก เว้นก็แต่ความอาทรของดวงดาวสีส้มกลมโตที่กำลังเอื้อแสงลงมาให้กับทุกชีวิตได้เสพซับอยู่นี้  

  

          เวลาผ่าน ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ อารักษ์แหวกม่านสีเข้มออกดู เมื่อเห็นว่าศัตรูอ่อนแสง เขาก็ชำระกาย แต่งตัว ปรุงกลิ่นด้วยน้ำหอม หมายจะออกไปร่อนถลาใต้พระจันทร์เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านไป

 

         โลกในยามที่ดวงสุริยันสิ้นอำนาจดูน่าอภิรมย์ยิ่งสำหรับเขา อารักษ์ยื่นมือออกไปโบกเรียกรถรับจ้างสีเขียวเหลืองให้รับเขาไปส่งยังสถานบันเทิงที่ประจำ ฝูงเพื่อนกลุ่มใหญ่กับน้ำสีทองในขวดสูงกำลังรอการไปถึงของตัวชูโรงผู้ปรุงปรับให้บรรยากาศของค่ำคืนสนุกสนานทบทวี

         รถแท็กซี่แล่นมาถึงหน้าสถานีรถไฟหัวลำโพง มันหยุดเคลื่อนเมื่อสัญญาณไฟบนเสาเปลี่ยนเป็นสีแดง อารักษ์พิงศรีษะชิดกระจกหน้าต่าง ความคิดมากมายเลื่อนไหลล่องลอย  ห่างออกมาจากตำแหน่งที่เขานั่งทอดอารมณ์รอระบบสัญญาณอยู่ เด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังเร่งฝีเท้าอย่างลุกลนอยู่หลังอาคารของสถานีรถไฟแห่งนั้น

            "แค่เพียงเงาสะท้อน ก็ทำให้ตอนนั้นตาจะเริ่มบอด...

         เพราะปราศจากเดียงสา ธีรวัตจึงเชื่อใจเด็กหนุ่มวัย 14 ที่อาศัยหลังคาของสถานีหัวลำโพงคุ้มหัวมาก่อนเขาคนหนึ่ง  โดยไม่แคลงใจว่า ความไว้เนื้อเชื่อใจเหล่านั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายเขาได้ในภายหลัง

         หลังจากที่เปิดอกคุยเรื่องรายได้ที่เด็กผู้ชายอย่างเขาหาได้จากน้ำพักน้ำแรง พร้อมแสดงธนบัตรกับบรรดาเหรียญที่สามารถนำไปชำระหนี้ได้ตามกฎหมายให้เพื่อนรุ่นพี่คนนั้นดู ธีรวัตก็ต้องศึกษาบทเรียนเรื่อง การคบคนและความละโมบ ด้วยค่าลงทะเบียนที่อาจจะแลกมาด้วยชีวิตที่น้อยค่าของเขา  

           ทุกวันหลังจากนั้น เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าคราใด เด็กผู้ชายร่างผอมบางอย่างเขาก็จะต้องพยายามอย่างสุดกำลังที่จะต้องรักษารายได้อันน้อยนิดของตัวเองก้อนนั้นเอาไว้  

                "เพราะฉันยังมองได้แค่เพียงเงาสะท้อน

                          ไม่เคยได้มองตรงๆ ยังงงอยู่"

          คืนนี้ก็ไม่ต่าง ธีรวัตพาร่างบอบช้ำ ขอบตาเขียวปูดกับคราบเลือดที่เปรอะหางคิ้ว กระเสือกกระสนหาที่หลบภัย เขาหักเลี้ยวที่มุมอาคารด้วยความเร็วเท่าที่สังขารจะอำนวย ในวินาทีแห่งความเป็นและความตาย ธีรวัตสอดสายตาหาที่ซ่อน กองเก้าอี้เก่าๆ สูงเทียมหัว เป็นที่หมายที่เด็กชายปลงใจ เขารีบมุดร่างไปข้างใต้ แล้วเสือกกายสอดตัวให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้

          ธีรวัตคู้ตัว แนบหน้าลงชิดเข่า หลับตาปี๋ พยายามกลั้นจมูกปิดเสียงหายใจหอบระรัว เสียงฝีเท้ากว่า 7 คู่ พร้อมสำเนียงก่นด่าสารพัดสารเพโหวกเหวกกระชั้นเข้ามาใกล้จุดที่เขาแอบอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ เขาหลับตานิ่ง เนื้อตัวสั่นเทา หยาดน้ำตาหลั่งรินออกมาผสมกับเม็ดเหงื่อ เส้นขนลุกชันไปทั่วร่าง เมื่อความทานทนเจียนสิ้นสุด เด็กชายวัย 8 ปีก็รำพึงออกมาเบาๆ  

         "ไอ้เหี้ยเอ้ย มึงไปอยู่ไหนวะ กูกลัวจะตายห่าอยู่แล้ว"

           

------------------------------------------------

ชื่อเพลง : ดวงอาทิตย์

เนื้อร้อง : จักรพันธ์ บุณยะมัต

ทำนอง : วง Slur

ศิลปิน : วง Slur

อัลบั้ม : Boo

edit @ 3 May 2008 23:39:44 by เวสารัช

edit @ 4 May 2008 09:24:08 by เวสารัช

2008/Jan/17

     ร้านไอศกรีมชื่อดังย่านสยามสแควร์ยังคงพลุกพล่าน ผู้คนหนาตาทั้งหลังประตูด้านในและนอกประตูนั่น เขาหย่อนก้นนั่งอยู่บนเก้าอี้หลังโต๊ะขนาดย่อมภายในร้าน สายตาเหม่อเลยกระจกใสที่กั้นระหว่างพื้นที่ข้างในกับโลกภายนอกออกไปไกล บริเวณชิดกระจกร้านมีเด็กวัยรุ่นหนุ่มสาวกำลังยืนหัวร่อต่อกระซิกออกท่าทางสนุกสนาน ห่างออกไปบนท้องถนน พื้นคอนกรีตที่ต่ำกว่าบาทวิถีแห่งนั้นยังอุดมไปด้วยยานพาหนะหลากรูปแบบ ไม่ต่างอะไรกับวันนี้เมื่อหลายปีก่อนเลยสักนิดเดียว

 

      "ใบไม้มันยังผลัดใบ  เปลี่ยนผันตามฤดูกาล

           แต่ชีวิตยังไม่เปลี่ยนไป   ยังเหมือนเดิมอย่างนั้น..."

 

             เขาเหลือบมองนาฬิกาที่คาดไว้บนข้อมือขวาของตัวเอง เข็มสั้นยาวที่หน้าปัดบอกเวลาบ่ายสองโมง เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองนั่งนิ่งแช่อยู่ณ ตำแหน่งนี้มานานเท่าไรแล้ว รู้แต่เพียงว่า ภายใต้นิยามแห่งการรอคอย ทุกสิ่งทุกอย่างดูยาวนานและทรมานเสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปหนึ่งชั่วโมง หรือหนึ่งปี

        ชาเขียวเย็นปั่นหยาบๆ ถูกกระดกเอียงให้ไหลลงลำคออย่างช้าๆ เขาวางแก้วที่เหลือเพียงเกล็ดน้ำแข็งลงบนโต๊ะแล้วหยิบกระดาษทิชชูมาซับรอยเปื้อนที่เกิดจากการหยดซึมของละอองน้ำชา เสื้อนักเรียนตัวที่เขากำลังสวมอยู่นี้ สีของมันซีดเศร้าอมเหลือง ส่วนกางเกงขาสั้นในเครื่องแบบที่เคยเป็นสีน้ำเงินสด ก็ซับซึมเอาความโหดร้ายของวันเวลาที่ล่วงไปจนสีหมองลงอย่างเห็นได้ชัด

             "เข็มของนาฬิกา ไม่เคยบอกเวลา

                     นานแค่ไหนก็เหมือนเดิมเสมอ 

                              ตั้งแต่เราจากกัน จนในวันนี้

                                          ก็มีเพียงเธอ..."

 

            ภาพอดีตทุกใบค่อยๆ เคลื่อนผ่านหน้าเขาไปอย่างเชื่องช้า ไม่ต่างอะไรกับเสี้ยวเวลาที่หมุนเดินไปอย่างละเลียดล้า เขาจดจำเวลานัดหมายได้ดี บ่ายโมงห้าสิบห้านาที ที่ร้านเดิม เขาไม่เคยผิดนัดหรือกระทั่งมาช้าไปเพียงหนึ่งนาที จะมีก็แต่มาถึงก่อนเวลานัด เพราะแม้จะติดขัดอยู่กับการจราจรบนท้องถนนของเมืองไทยอย่างไร แต่หัวใจดวงเท่ากำปั้นก็พุ่งตรงมาซุกลงบนเก้าอี้ตัวนี้ก่อนหน้าที่ร่างสันทัดของเขาจะเดินทางมาถึงเสียอีก ในอดีต เขาเคยเปรยแบบติดตลกกับหญิงที่นัดหมายคนนี้ว่า

  "หากผมไม่เร่งนำร่างมาถึงที่หมายให้ทันเวลา โลหิตในกายก็คงหยุดการสูบเวียนไหลเลี้ยงอวัยวะต่างๆ  เพราะหัวใจมันได้เคลื่อนห่างออกมายังตำแหน่งนี้โดยไม่ฟังเสียงปรามของเจ้าของมันเลยแม้แต่นิดเดียว"

   เธอยิ้มน้อยๆ อย่างเอียงอาย พลางทำสีหน้าเก้อเขินแล้วเฉไฉคุยเรื่องอื่น หญิงสาวเคยชมว่าเขาเจ้าคารม ชายหนุ่มคล้ายจะได้ใจรำพันคำหวานหยอดรดเธอทุกวันไม่วายเว้น

 

     ภาพอดีตในความทรงจำยังปรากฎไม่ครบทุกฉากตอน สติของเขาก็ถูกฉุดกระชากให้คืนสู่โลกปัจจุบันเพราะรู้สึกเหมือนมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังมองมาที่เขา เขาหอบสายตาเหลือบขึ้นมองตรงไปเบื้องหน้า เห็นหนุ่มสาววัยรุ่น 4-5 คนกำลังมองจ้องมา พอสายตาของเขาเงยไปสบ คนเหล่านั้นก็เบนหน้าหลบ แต่มิวายยังหัวเราะคิกคักคึกครื้นไม่หยุดคลาย  

         อารมณ์ของเขาเริ่มขุ่นมัว  การรอคอยก็ยาวนานและทรมานโดยตัวมันเองอยู่แล้ว ไฉนยังมีคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ทำท่าทำทางคล้ายกำลังซุบซิบนินทาอีก เขาก้มลงพิจารณาอาภรณ์ของตัวเอง โดยเฉพาะตำแหน่งที่คนทั่วไปมักพลาดกันบ่อยอย่าง ซิปกางเกง แต่ก็พบว่ามันได้ถูกรูดดึงขึ้นมาอยู่ในจุดที่ปิดสนิทเรียบร้อย เมื่อตรวจสอบเนื้อผ้ากางเกงนักเรียนที่สวมอยู่อย่างละเอียด รวมทั้งเสื้อนักเรียนสีขาวอมเหลืองตัวที่ใส่อยู่ ก็ไม่เห็นรอยขาดหรือตะเข็บปริแยกจากกันให้ชวนขันแต่อย่างใด

     "อะไรของพวกมันวะ ท่าจะประสาท" เขาคิดในใจ แล้วก็ใช้ความทรงจำหยิบภาพอดีตของตัวเองขึ้นมาพิศต่อ

          เวลาของโลกภายนอกล่วงเลยไปเท่าไร เขาไม่สนใจ หากไม่รู้สึกเมื่อยขบที่บริเวณก้น เขาก็คงจะไม่พาตัวเองกลับมายังโลกปัจจุบัน พร้อมทั้งก้มลงมองนาฬิกาที่ข้อมือของตัวเองอีกครั้ง เมื่อเห็นตำแหน่งของเข็มสั้นยาวอยู่ไม่ห่างจากช่วงเวลานัดหมายสักเท่าไร เขาก็กลับไปทบทวนความทรงจำต่ออีกครั้ง  

        แต่ขณะที่กำลังดิ่งดำอยู่กับภาพเก่าๆ เขาก็ต้องวกสติกลับมาที่โลกปัจจุบันเป็นระยะ เนื่องเพราะรู้สึกว่าตลอดเวลาที่นั่งอยู่มีคนรอบด้านจ้องมองและสนทนากาเลในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเขา

       ครั้งสุดท้ายที่กลับเข้าสู่โลกอดีต เขาล่องลอยอยู่เนิ่นนานและยาวไกลจนคนแวดล้อมไม่สามารถจะรบกวนสมาธิได้อีกต่อไป เขานั่งเพ้อเหม่อ อมยิ้ม และทอดชีวิตกลับสู่วันเก่าๆ อย่างมีความสุข จนกระทั่งได้ยินเสียงหญิงสาวทักขึ้นอยู่ไม่ห่างตัว เธอเขย่าแขนพร้อมเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงแกมรำคาญ

        "คุณคะๆ ร้านปิดแล้วนะคะ"

       เขาสะดุ้งตกใจรีบผลันตัวลุกขึ้นยืน อารามเร่งร้อนสะโพกของเขาไปสะกิดชนเข้ากับเก้าอี้จนล้มหงาย เขารีบขอโทษขอโพยแล้วก้มตัวลงไปคว้าเก็บพร้อมๆ กับสาวพนักงาน

      "ไม่เป็นไรค่ะ" เธอเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ "แต่ร้านปิดแล้วนะคะ"

       ประตูร้านถูกผลักอ้าอย้างเชื่องช้า เขาก้าวพ้นเขตของคูหาอาคารที่ตัวเองนั่งใจลอยมาตั้งแต่พระอาทิตย์เริ่มทแยงแดด บัดนี้ ท้องฟ้าภายนอกครึ้มดำ พระจันทร์เหลืองนวลลอยลิบอยู่ในกลุ่มเมฆ ดวงดาวบนฟ้าถูกกลบมิดด้วยแสงจ้าจากหลอดไฟทั่วบริเวณ เขายืนเก้กังอยู่ที่หน้าร้านอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่จะหันไปเห็นเด็กผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหา

       "ผมบอกพ่อกี่ครั้งแล้วว่า อย่าเอาชุดเก่าของผมมาใส่" เด็กชายทำเสียงเข้มใส่

          "นี่พ่อมารอผมตั้งแต่ตอนเช้าอีกหรือเปล่า ผมเคยบอกแล้วไงครับว่า โรงเรียนกวดวิชาเขาเลิกดึก" เด็กหนุ่มพูดพลางเดินมาจับมือเขาไว้ แล้วจูงพาเดินห่างออกไปจากบริเวณนั้น

          "พ่อครับ พรุ่งนี้พ่อจะไปงานสวดร้อยวันแม่กับผมหรือเปล่า?"

           เขาไม่พูด ไม่ตอบอะไร สิ่งเดียวที่เกิดขึ้นหลังสดับเสียงของเด็กหนุ่มเข้าสู่โสตประสาท  คือ ภาพอดีตอันสวยงามระหว่างเขากับเด็กผู้หญิงในชุดนักเรียนคนนั้นค่อยๆ พร่าเลือนเหมือนถูกฉีกขาดจากกัน

          "ยังเก็บรักนั้น อยู่ในหัวใจ เธอจะรู้ไหมฉันยังคงพร่ำเพ้อ

              หลับตาทุกครั้ง ก็ยังเห็นเพียงแต่เธอ

                           ฉันยังคิดถึงเธอเสมอ

                                    ไม่เคยจะลบเลือน"

 

      "กี่โมงแล้วลูก?" เขาหันมาถามเด็กผู้ชายที่กำลังจูงมือพาเขาเดินข้ามถนน

      "บ่ายสองไงครับ พ่อ" เด็กหนุ่มตอบพร้อมรอยยิ้ม จากนั้นก็หันซ้ายหันขวา แล้วกระชับมือที่จับอยู่ พาเขาเดินหายไปกับความมืดที่ปกคลุมทั่วบริเวณ

 

 

    ชื่อเพลง : นาฬิกาตาย

    เนื้อร้อง : ขจรเดช พรมรักษา

    ทำนอง : อภิชาติ พรมรักษา

    ศิลปิน : Bodyslam

    อัลบั้ม : Save My Life         

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 23 Jan 2008 07:44:47 by เวสารัช